หน้าแรก l  เว็บบอร์ด  l ห้องแชท   l  ร้านหนังสือ  l  สร้างแรงใจ  l  ปายเที่ยว  l  ติดต่อเรา
                           





      ชีวะประวัติ  ร.ต.ต.พงศธร  เฉลาประโคน 

 

     ผมเป็น เด็กบ้านนอก คนหนึ่ง  ใน ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ. บุรีรัมย์ ห่างจากชายแดนเขมร เพียง
ประมาณ 5 กิโล  ตอนเด็ก  จบ.การศึกษา ชั้น ป. 6  จาก รร.ประโคนชัยวิทยา เกรด ปานกลาง ทางบ้านฐานะ ปานกลาง พ่อแม่ ประกอบอาชีพรับราชการ ..มีพี่น้อง 4 คน ผมเป็นคนโต    ตอนเด็กๆ  ผมมักจะได้ รับการ ปลูกฝังจากญาติ  ว่า อยากให้ลูกหลานเป็นเจ้าคนนาย คน ซี่งเป็นวัตนธรรม ของ คน อีสาน อย่างเรา ชาวอีสาน แถบอีสานใต้ ...


     พอ ขึ้นม. 1 ไปศึกษาก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม  ซึ่งเป็น โรงเรียนประจำอำเภอประโคนชัย จำความได้ว่า
ความรู้สึก วันหนึ่งผมนั่งล้างจานอยู่ที่บ้าน  ก็มีน้าชายซึ่งเป็นตำรวจ ชั้นประทวน มาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับความภาคภูมิใจ เกี่ยวกับการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และ นายร้อยตำรวจ  ถึงชื่อเสียง ถ้าเป็นได้คงดีไม่น้อย สามารถยกระดับฐานะในวงตระกูล ... ตั้งแต่นั้นมาผมก็ได้ ถูกปลูกฝังว่า ต้องเป็นนักเรียนเตรียมทหารให้ได้ จากนั้น ผมก็เริ่มศึกษาวิธีแนวทาง ในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร คือ ต้อง จบ. ม.4   และเอาวุฒิ ม. 4 ไปสอบใน (สมัยนั้นใช้วุฒิ ม. 4)  ซึ่งในตอนนั้น ผมไม่ได้เรียนกวดวิชา  เพื่อนของผมหลาย ..คน  ไปเรียนกวดวิชา

        ทุกครั้งที่ไปสอบ ผมจะไปขอพักอาศัยอยู่กับ  น้าที่ กทม ....ผมจบ.ม.3 และ ต่อม. 4 รร.ประโคนชัยวิทยา และสอบเตรียมทหาร    ในปีต่อมา แต่ก็สอบไม่ติดและคิดว่า เมื่อเรียนในชั้นสูงขึ้น จะสามารถสอบติดได้  ผมใช้เวลา
สอบเป็นเวลา2 ปี แต่ก็สอบไม่ติดเตรียมทหาร  จนกระทั้ง ปีสุดท้าย ผมได้ไปกวดวิชา  ซึ่งเป็นอาจารย์ใน รร.มาสอนให้ โดยอาจารย์จะสอนในเนื้อหาการไปสอบเอ็นทราน .. แต่ผม ตั้งใจไปกวดเพื่อ ที่จะเอา ความรู้ตรงนี้ไปใช้กับการ
สอบเตรียมทหาร   ...อาจารย์ก็พูดเชิงกดดันว่า ผมไม่มีความรู้พอที่จะสอบได้  แกบอกว่ายังไงผมก็สอบไม่ได้  
“  พงศธร   อาจารย์ว่าอย่างไง เราก็สอบไม่ได้ หรอก” 

    วันนั้นเอง ผมติวกับเด็ก ม. 5  แต่มันเก่งกว่า   อาจารย์  ประมาณว่า อาจารย์ลองให้เข้ามาฟัง มาเรียนรวมกับ
พวกผม และพูดว่า เด็ก ม. 5 นะเข้ามาเรียนกับพี่ ม. 6 อย่าเกร็ง นะ อย่าคิดว่ามาเรียนกับ รุ่นนี่เค้าแล้วคิดว่าพี่เค้าจะเก่งกว่า พี่บางคน  อาจจะพอๆ กับหรืออาจจะ แย่กว่าเรา ยกตัวอย่างพี่ พงศธร 
!!!!! เท่านั้น และ ครับ ....เสียหมา  

     

 

ผมรู้สึกอายมา  รู้สึกว่าความเป็นอาจารย์   ทำไมต้องมา ดูถูกผมด้วย
                เรียนไม่เก่งมันผิดตรงใหน
ช่วง ม. 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ก่อนที่อายุผมจะเกิน ...  เป็นช่วงวิกฤติของครอบครัวก็ว่าได้   ถือว่า ในการดำรงชีวิต นั้น ค่อนข้างวิกฤษเอามากๆ   ถึงขนาด ต้องเอา ข้าวสารกรอกหม้อ   มีหนี้สินล้นพ้น
เนื่องจากโดนเค้าโกง ....  เช่น  ไปกู้เงินเค้า 20000  บาท แต่ไปโดนโกงว่าเป็น 200000   บาท  ถ้าคนแถวบ้านผมคงรู้กันดีและปัญหาอีกหลายๆอย่างไม่ขอพูดถึง...ละกัน เอาเป็นว่า ค่อนข้างแย่มากๆ
ช่วงจะจบ ม.6  ..วันหนี่งผมได้นั่งคิด.....กับตัวเอง ว่า เราเป็นลูกครู    แต่ทำไม่ไม่เหมือนลูกครู คนอื่น ทำไมพ่อแม่เรา

ไม่ค่อยมีเงิน

....ทำไมเวลาไป รร.ต้องไม่มีเงินติดตัวไป....
วันหนึ่ง ผมได้ พูดกับแม่ว่า  แม่ๆ  เดี๋ยวจบ.  ม. 6 ผมจะไปหางานทำ    (พูดอย่างขี้เหล่ๆ)   ว่าพ่อแม่คงไม่มีปัญญาส่งเรียนต่อสูงๆเหมือนลูก ครูคนอื่น....  แม่ผมก็เลยพูดมาคำหนี่งว่า....  มึงเป็นลูก(ทั้ง ที่แม่ไม่เคยพูดมึงกูกับผมมาก่อน )      มึงเป็นลูกมึงมีหน้าที่เรียน มึงก็เรียนไปกูเป็นแม่กูหาเงินให้มึงเรียนได้    จากวันนั้นเอง มันทำให้ผมเริ่มคิดได้ ว่า ...ผมต้องตั้งใจทำในส่งที่ฝันให้สำเร็จ.....และปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายของผมแล้ว..

.ผมเสียใจ มา.  2 ปี แล้ว ปี นี้เป็นปีสุดท้าย  ......ผมไม่ใช่คนเรียนเก่ง เรียนอยู่กลางๆ   ไม่ถึงกับ  ที่โหล่    

   และแล้ว อีกไม่นานก็จะเป็น ช่วงเวลาที่จะจบ ม. 6   และเพื่อทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันไป  และผมก็จะไปตามหาฝันของผม
วันสอบ....ผมเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์   ประมาณ 400  กว่า กิโล  มาสอบเตรียมทหาร ที่ ม. รามคำแหง  กรุงเทพ  ....ปีนี้ ผมเตรียมตัว มาดีมาก....ตั้งใจกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ....    ผมเข้ามาสอบตำรวจเหล่าเดียว ....ถึงเวลาแล้วที่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง  จากอีสานใต้ จะมา ตามหาฝันของตัวเอง   ทุกๆครั้ง เวลาผมไปสอบผมจะไปขออาศัยอยู่กับน้าที่กทม 

..ผมมาสอบ สองครั้งที่ผ่านมา แกก็ไม่ได้ ว่าอะไร จนมาครั้งนี้ แกมาบ่น  ทำนอง กระแนะกระแหน

ว่า    สอบมากี่ครั้งและ  ไม่เห็นติดซักครั้ง..    มันก็เลยทำให้รู้สึกว่า  ครั้งนี้ต้องสอบติดให้ได้ เพื่อลบความสบประมาท

ทั้งที่ น้าละและ ญาติพี่น้องพี่บ้านเกิดผม

 

ผมเข้าไปในห้องสอบ ...ด้วยบรรยากาศ  ที่เคยผ่านมาแล้วเมื่อสองปี  ...แต่คิดว่าปีนี้ มีความพร้อมกว่าทุกปี 

การสอบดำเนินไป  ผม ว่าผมทำได้ .....เพราะผมตั้งใจประกอบกับความรู้ที่สะสมมานาน จบสอบเสร็จ
ความรู้สึกแบบก้ำกึง ได้บ้างไม่ได้บ้าง......  โดยหลัง สอบ  ผมได้ไปบนบาน ..กับสิ่งศักสิทธิ์  หลายที่มาก.....หวังว่า ผีจับยัด...ขอให้สอบติด.............ถ้า สอบติดขึ้นมาคงจะแก้ไม่หวัดไม่ใหว

 

จนกระทั้ง ผลสอบประกาศออกมา ...................................................

 

ไม่มีรายชื่อผม..............
ผมสอบ ไม่ติด   ...เหมือนฝันสลาย.....
ผมนั่งร้องให้น้ำตาใหล   อยู่ข้างริมฟุตบาทที่บริเวณที่เค้าประกาศผลสอบ....  ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ    ผมรู้สึกเสียใจ..... ว่าไม่สามารถทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้มากๆ ได้ เพราะ คนที่บ้านเค้าหวัง กับผมไว้สูง  ..........น้ำตา ผมออกมา....จากเบ้าตา........ความว้าเหว่ เข้ามาใหนหัวสมอง  ไม่มีที่ไป  มืด รอบด้าน......

 

 

หลังจากนั้นก็กลับบ้านไปพร้อมกับความเสียใจและ ความว่างเปล่า...เพราะชาตินี้ผมคงไม่มีโอกาสเป็นนักเรียนเตรียมทหารและ นักเรียนนายร้อยอีกแล้ว

และแล้วก็มา ถึงช่วงสอบเอ็นทราน   ซึ่งเพื่อนผมได้ชวนผมไปสอบ .. ที่มหาลัยบูรพา...
โดยใช้ความรู้ที่ได้ใช้ในการสอบเตรียมทหารเพียงอย่างเดียว
และแล้วผมก็สอบเอ็นทรานติดใน  คณะวิทยาศาสตร์  มหาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน
ในช่วงเรียนมหาลัย เป็นช่วงเวลาที่ สนุกมาก  ติดสาว  ติดเพื่อน เที่ยว...ไปตามประสาของเด็กมหาลัย     โดยใช้เงินที่ทางบ้านส่งมาให้เรียน เป็นค่าอาหาร   ค่าพัก  ช่วงเวลานั้นผมลืม ความฝันของผมไปจนหมดสิ้น 

ได้แต่ทำกิจกรรม  ทำตัวเหลวใหล...... คุยโทรศัพท์จีบสาวๆวัน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีสอบ 08.30 น. คืนนั้น ผม โทรศัพท์คุยกับสาวมหาลัย ...ตั้งแต่ 21.00 น. -03.00 น. ซึ่ง ในตอนเช้าจะมีสอบ  แต่ผมก็ยังไม่อ่านหนังสือแม้แต่ตัวเดียว   หลังคุยเสร็จ  ก็กลับมาที่หอพักมานอน   และบอกเพื่อนผมที่พักอยู่ห้องเดียวกัน ให้ปลุกผมตอนตี  5  เพื่อ ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ  ตอนนั้นเอง  รู้สึกตัวว่าเพื่อนเรียกแต่ไม่ตื่น มาตื่นอีกที่ ตอน  08.45 น.   ก็เลยลุกมา ..สะดุ้งตกใจว่ามีสอบ  วิชาแคลคูลัส  ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าตนเองสอบอยู่ที่อาคารอะไร ห้องอะไร เนื่องจาก ว่าในการสอบทุกครั้ง เราจะตามเพื่อน เพราะเลขรหัสติดกัน....และแล้วก็ไปสอบจนได้.......แต่ไม่มีความรู้เลย...........................ผล.....วิชานี้ผมก็ติด F ไป

เริ่มความหวังใหม่อีกครั้ง


เกรดในช่วง มหาลัย ..2 ปีที่ผ่าน มา เกรด ของผม ค่อนข้างต่ำมาก  โอกาสโดนรีไท(โดนไล่ออก)  มีสูง   ผมจึงขอลาออก  เพื่อที่จะไปสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ  
ที่ผมต้องทำอย่างนี้ ....เพราะน้าของผม.....ได้โทรมาหาผมว่า ล้มเลิกความตั้งใจที่ จะสีบเป็นนายร้อยแล้วหรือยัง      โดยแกโทรมาอยากจะให้ผมสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ เพื่อที่จะสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อย             
ผมก็เลยบอกไปว่าผมไม่อยากเป็นแล้วตอนนี้ผมมีที่เรียนแล้ว น้าก็เลยบอกว่าลองคิดให้ดี   

ที่บ้านตอนนี้ลำบาก  แม่เอ็งเหนื่อยขนาดใหน   ต้องกู้หนี้ยืมสินเค้ามา  และตอนนี้ที่บ้านก็ลำบากมากเศรษฐกิจก็ไม่ดี  

 และคืนนั้นเองผมก็กล้บมานั้งคิดถึง  ที่ที่ผ่านมาในชีวิต  นึกถึงสิ่งที่น้าพูด .....ความลำบากของพ่อแม่กับความ สนุกสนานของเรา       ผมก็เลยต้องตัดสินใจที่ต้องลาออกแต่ก็ยังกังวลว่าเมื่อลาออกไปแล้ว จะสอบเป็นนักเรียนพลตำรวจได้หรือไม่...  เพราะขืนอยู่ต่อไปก็โดนรีไท(ไล่ออกอยู่ดี)

 

ช่วงนี้ผมเครียด เพราะเวลาที่ผมลาออกกับช่วงเวลาที่จะไปสอบ ระยะเวลา 10 วัน  ใจหนึ่งก็ไม่อยากลาออก

  ใจหนึ่งยังคิดถึงเพื่อน อยู่ คิดถึงคนเที่เรารักยังมีความผูกพันอยู่กับเพื่อน ....ก็เลยบอกกับเพื่อนๆไป .........................ว่า....ซักวันหนี่งกูจะกลับมาหามึง   ถ้ากูได้เป็นนายร้อยตำรวจ
เพื่อนก็พูดกับผมว่า ไม่จำเป็นหรอกว่าจะเป็นนายร้อย มึงสอบไม่ได้มึงก็ยังมาหากูได้เสมอ

 

จนกระทั้งถึงเวลาสอบ นักเรียนพล ตำรวจ โรงเรียนตำรวจภูธร 3  อ.จอหอ  จ.นราราชสีมา
ผมสามารถสอบติดข้อเขียน  โดยใช้พื้นฐานความรู้เมื่อตอนสอบเตรียมทหาร  สอบได้ลำดับสำรองคนที่ 45  

ซึ่งขณะนั้นก็ยังกังวลว่า จะสอบเข้าเป็นตัวจริงได้หรือไม่   คะแนน เต็ม 100 คะแนน ผมทราบว่าผมได้ 73 คะแนน 

  จนกระทั้งสอบ รอบที่ 2 รอบพละศึกษา  ผ่านไปและประกาศผลออกมา

ผมสอบ  ติดในลำดับตัวจริง  ลำดับรองสุดท้าย....   ผมดีใจ   มาก..

น้าผมก็เข้ามาแสดงความดีใจ...และบอกกับผมว่า  สิ่งเนี้ย  จะเป็นสะพาน ที่จะไขว่คว้าดาว

 

 

 

 

ผมเป็นนักเรียนพลตำรวจแล้วครับ
ผมก็เลยมีความตั้งใจอีกครั้ง    ว่าที่จะเตรียมตัวสอบ เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจให้ได้ นับตั้งแต่วันแรกที่ได้แต่งตั้งเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ  
ตลอดช่วงเวลาที่ เรียนหลักสูตรเรียนที่ รร.พลตำรวจ มักจะถูกเพื่อนพูดเหน็บแนมว่า มาเตรียมตัวอะไรตอนนี้   ค่อยไปอ่านในตอนที่ไกล้สอบโน่น   แต่ผมไมได้ สนใจในสิ่งที่ เพื่อน นักเรียนพล  ผมเริ่มตั้งใจอ่านหนังสือตั้องแต่

วันแรกที่เข้าไป  ปกติ  ระเบียบของที่ รร.พล  จะเข้านอนประมาณ 21.00 น.  ตื่น 05.00 น.   หลังเป่านกหวีดสัญญาณนอนทุกครั้งผมจะแอบเอาหนังสือ ที่ผมเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า  มานอนอ่านบนที่นอน

เปิดไฟฉายแล้วคุมผ้า  ผมทำอย่างนี้เป็นประจำ  และผม็จะตื่นประมาณ ตี 4    ผมจะต้องรีบตื่นก่อนเพื่อมาเข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัวเวลาถ่ายจะอ่าหนังสือไป ด้วย บางครั้งก็เอาหนังสือ เข้าไปในห้องน้ำ จนผมรู้สึกว่า  ในช่วงเวลาอ่านหนังสือแล้ว คุมผ้าผมเริ่มหายใจไม่ออกเนื่องจาก ต้องเก็บแสงให้มัน

มิดและต้องเปิด ผ้า ห้มมาหายใจ เพราะผมเกรงใจเพื่อนที่นอนข้างๆ
และเกรงว่าจะถูกจับได้    (ที่เกรงใจเพราะไม่อยากให้เพื่อนเห็นเกรงใจเพื่อนนอนอยู่)

จนมีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่อ่านหนังสือ มีครูฝึกเดินมาตรวจและจับ ผมได้ ว่าผมไม่ยอมนอน ก็ได้กระชากผ้าห่มออกมา 

และบอกว่า
  มึงทำอะไร !!  
 

  อ่านหนังสือครับ 

 อ่านหนังสืออะไร       

 อ่านฟิสิคครับ       

 มึงอ่านไปทำไม 

 ผมอ่านเพื่อเตรียมตัวสอบเป็นนักเรียนนายร้อย ตำรวจครับ  

 ครูฝึกก็ถามต่อว่า 

  ตอนนี้มึงเป็นอะไร

  ผมก็ตอบว่าเป็นนักเรียนพลตำรวจครับ  

ครูฝึกบอกว่ามึงเป็นนักเรียนพลหน้าที่มึงคือฝึก  มาเรียนมาฝึก ไม่ใช่มาอ่านหนังสือ  เค้าฝึกมึงให้มึงนอนมึงก็ต้องนอน ผมก็พูดต่อไปว่า   ผมอยากหาความก้าวหน้าในชีวิตครับ  ครูฝึกก็บอกว่า  มึงหาได้ แต่ ยังไม่ใช่ตอนนี้ หลักจากนั้นครูฝึกก็ให้ผมไปเปลี่ยนเป็นชุดฝึกและให้ไปวิ่งรอบกองร้อย และให้ตะโกนเสียงดังว่า    ผม ยังไม่นอน ครับ 

ไปเรื่อยๆ  จนกว่าครูจะเหนื่อย  ......
หลังจากนั้นผมจึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ โดยไม่อ่านหนังสือบนที่นอนแล้วเนื่องจากมันหายใจไม่ค่อยออก

ใหนจะต้อง 

ถือไฟฉาย ใหนจะต้องหยิบปากกา ก็เลยต้องไปอ่านหนังสือ ในตู้เสื้อผ้า  ที่วางอยู่ที่ปลายเตียง   โดยการเอาไฟฉายคล้อง กับไม้แขวนเสื้อ เพื่อให้แสงสว่าง ส่องเห็น  เนื่อง จากตู้มีขนาดเล็กจึงต้องเข้า ไปนั่งขด  เพื่อทำโจทย์ในตู้ ...ปกติ  จะอ่านได้ประมาณ 3 ชม. เลยต้องซื้อถ่านไฟฉาย 
ช่วงนั้น เพื่อน ที่นอน อยู่ข้างๆ ผมหาว่าผมบ้า ชอบทำอะไร เว่อๆ  ประมาณว่าหมั่นใส้  ในลักษณะอิจฉาประมาณนั้น   จนมีวันหนึ่งมีครูฝึกมาตรวจอีกแล้ว  แต่เป็นคนละคนกับคราวก่อน ตอนนั้นประมาณ 22.30 น.ครูฝึกก็มาเปิดประตู  เนื่องจากเห็นแสงไฟจากตู้เสื้อผ้า  ผมตกใจ  ครูฝึกก็ตกใจ แกคิดว่าผี ...เสียจิตไป   แกเลยทำโทษให้นั้งพุ่งซักเท้าหลัง และวิ่งรอบกองร้อย  จากนั้นแกก็ถามว่า มึงทำบ้าอะไร   อ่านหนังสือครับ .....ในตู้เนี่ยนะ...เค้าให้นอนมาอ่าหนังสือ .
...........

จากนั้น มาผมก็ได้ฉายาใหม่ว่า ........ไอตู้    (เนื่องจากอยู่ในตู้)     ผมไม่สนอะไร ได้ แต่พยายามอ่าหนังสือ
ทำอย่างั้นเรื่อยมา จนจบหลักสูตร ผมก็มีสิทธิไปสอบ ตำรวจ  โควตา ข้าฯราชการตำรวจ ไปสอบต่อที่ รร. นายร้อยตำรวจ  ....ตลอดปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าไม่เสียเปล่า......50 คนทั่วประเทศ
ที่ รร.นายร้อยตำรวจ รับเข้าไปศึกษาต่อ ซึ่งจะต้องสอบแข่งขันกัน เอง ของเหล่าข้าราชการตำรวจ  คนสอบ
ประมาณ  5000 คน โดยเฉลีย

จนกระทั้ง   วันเลือกตำแหน่งของนักเรียนพลตำรวจ ผมสอบได้ ที่ 60   จึงเลือกตำแหน่งที่ สภ.ต.โคกกระชาย อ.บ้านกรวด  จ.บุรีรัมย์   ซึ่งโรงพักนั้นเป็นโรงพักที่ติดชายแดนจังหวัดกัมพูชา และเป็นโรงพักที่กันดาลและ ชายแดนที่สุด 
ของจังหวัดบุรีรัมย์   (ติดสุดๆ)

ผมรับราชการที่นี่ ซึ่งผมคิดว่าที่นี่น่าจะไม่มีงานมาก  ต้องการมีเวลาที่จะได้อ่านหนังสือ  ผมรับราชการในตำแหน่ง 
ผบ.หมู่ งานป้องกันและปราบปราม  ทุกครั้งที่เข้าเวรและได้ออกตรวจตู้  ผมก็จะได้อ่านหนังสือ อยู่ที่ตู้ยามเป็นประจำ
จนหลังจากนั้น 2 เดือน   ผมก็เข้า กทม เพื่อมาสมัครสอบ ที่ รร.นายร้อยตำรวจ สามพราน

  ผมเข้ามาไปสอบที่ รร.นรต ด้วยความมุ่งมั้น ...นี่ละวะ   ปลายทางของกู.......กูจะเข้าไปที่นี่ให้ได้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน 

และแล้ว...ผมก็สอบ ผ่านข้อเขียน ที่ ร.ร.นายร้อยตำรวจได้ ........ได้ที่ประมาณ 48  ซึ่งติดเป็นตัวจริง

จนมาตรวจร่างกาย ที่โรงพยาบาลตำรวจ    ผมผ่านร่างกายทุกอย่างจนกระทั้งมาถึงด่านสายตา
ผลพวงจากการ ไปนั่งแอบอ่านหนังสือ ในตู้ตลอดปีแสงไฟไม่เพียงพอ  ทำให้สายตาเบลอๆ    
แต่ผมก็พยายามตอบเท่าที่ตอบได้ ......ตรวจร่างกายผ่านไป  ....เค้าไม่ประกาศว่า มีใครตกหรือป่าว  ด่านสอบพละและอื่นๆ  ผมไม่มีปัญหาผ่านหมด   แน่นอนเด็กบ้าน บอก ย่อมมีแรงข้าวเหนียวอยู่แล้ว

สอบรอบสอง ....ช่วงนั้นหลังจากสอบพละเสร็จ ผมก็เดินไปที่ลานฝึก ศรียานน  มองดูบรรยากาศอันร่มเย็น  ของโรงเรียนและยิ้มกับตัวเองว่า    กูมายืนอยู่ตรงนี้แล้วอีกนิดเดียว......
ผมค่อยนั่งลงกับพื้นหญ้าที่สนามบอล
....และก็กำเศษดินขึ้นมาและเอามาโรยใส่หัวตัวเอง  หวังจะให้พื้นแผ่นดินของ โรงเรียนนายร้อยตำรวจจดจำตัวผมเอง   และอธิฐานว่า ....ถ้าบุญกุศลที่ข้าฯพเจ้าพึงมี ก็ขอให้ข้าพเจ้าสามารถเข้ามาศึกษา ณ  สถานแห่งนี้......

สอบสัมภาษ.....ก็ดูท่าไม่มีปัญหาอะไร ผมปฏิบัติตามที่เค้าสั่งและปฏิบัติได้ทุกอย่าง

 

ประกาศผลสอบ     .............................

 

ไม่มีชื่อผมครับ......................................................ผมสอบไม่ติด ตกรอบ สอง

ผมรู้สึก งง กับตัวเองว่าตกได้ไง แต่ผมพอจะรู้ ตัวเองแล้วหละ ...ผมสายตาสั้น และผมไปถามหมอ  หมอบอกว่า
สายตาผมสั้น 200   ....เลยตกเพราะสายตาสั้น......

                   จบแล้วชีวิตนี้คงหมดโอกาสที่ จะสอบนายร้อยแล้ว เพราะถึงสอบติดก็ตกสายตาสั้นอยู่ดี

ก่อนสอบเคยผมเคยพูดกับแม่ว่าจะสอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ซึ่งแม่ก็พูดบอกว่า เรา ยังมีโอกาส สอบได้อีกหลายครั้ง ....ก็ต้องสอบทุกครั้งเมื่อมีโอกาส   (แต่ ในความรู้สึกของผม คือ สอบครั้ง เดียวครั้ง นี้ต้องได้ ....)

พอผลสอบออกมา  ผมรู้ สึก ท้อแท้มาก..............   ...พูดไม่ออกจริงๆ        รู้สึก เสียใจ ที่สุดเท่าที่เคยเสียใจมา   ทั้งที่ พยายามเต็มที่แล้ว .................แต่ก็.สวรรค์ไม่เข้า ข้าง

       แม่งเอ้ย................................!!!ทั้งที่เกือบ จะได้ แล้วแท้ๆ

ก็เลยคิดว่าคงหมดโอกาสแล้วหละ และก็ไม่สามารถที่จะสอบได้

ผมจึงกลับไปทำงานรับราชการอยู่ที่  สภ.โชกกระชาย    ที่เดิม แต่พฤติกรรม ของผมก็กลับมาเหมือนตอนที่เรียนมหาลัย
อีกครั้งหนึ่ง   ติดสุรา  นารี  เที่ยว.....ไม่เอาอะไรอีกแล้ว ไม่คิดที่อยากจะเป็น นายตำรวจอีกแล้ว 

จนวันหนึ่ง  แม่ก็บอกว่า ได้คุยกับหมอคนหนึ่งมาว่าสายตาสั้นสามารถรักษาได้โดยการทำ เลสิค
ยิงเลสิค ...ซึ่งเมื่อทำแล้วสามารถสอบเข้านายร้อยตำรวจ ได้ แม่ก็เลยไปกูหนี้ยืมสินเค้ามา เพื่อมา ให้ผมทำ เลสิค  ตอนที่แม่หาเงินมาให้ผม....ผมไม่รู้หรอกว่า แม่หามาได้ไง แต่ แม่รักผมและหวังในตัวผมมาก.......เอาเงินมาให้ด้วย
เสียงสั่นเคลือ
   แม่บอกกับผมว่า 
แม่หาเงินมาให้แล้ว  เราต้องสอบให้ได้นะ.. 
ถือว่าทำเพื่อแม่นะลูก......

 

จากนั้นเอง 2 เดือนก่อน สอบ   ผมก็คิดได้ และเริมเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากที่เคยกินเหล่าเคยเที่ยว   ก็เลิกเที่ยวเลิกกิน... ตั้งใจอ่านหนังสือ  และหวังอย่างยิงว่า ปีนี้จะทำให้ได้   
ระหว่างนั้นที่อยู่ที่โรงพัก ..ผมนั้งพักผ่อนและอ่านหนังสือ  รุ่นพี่ผมที่ ทำงานอยู่ที่โรงพักก็มาบอกผมว่า  มึงใจแตกแล้ว....สอบไมได้หรอก  อย่าฝันเลย  .....สิ่งที่พวกพี่ๆเห็นผมที่ผิดหวังกับปีที่แล้ว ที่ผมทำตัวเกเร แล้วจู่ๆ 
ก็กลับมา  ตั้งใจเรียนและจะสอบ ..เป็นเรื่องที่ตลก  ...แต่ผมก็ไม่สนใจ....ผมนึกถึงใจตัวเองที่เรียกร้อง  ว่า     เศษดินของ สนามฝึกที่  รร.นายร้อยตำรวจ   ที่ตกลงที่หัวของผม....ทำไมผมต้องยอมแพ้กับเรื่องแค่นี้ด้วย

 

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายก่อนที่ผมจะเกินทางไปสอบ  ผมฝัน ว่า ผมได้ยืนรอรับเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระราชินี และ พระบรม วงศานุวง ....

 

จนวันสอบ  
ผมเข้าไปสอบ .....ด้วย ความมั่นใจ.......เพราะ ผมผิดหวังมาพอแล้ว  ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว 
ผมฝึกฝนมาพอ....แล้ว   ผม ทำข้อสอบด้วยสมาธิ......และออกจากห้องสอบด้วยรอยยิ้ม
ต้องติดดิวะ................................เพราะผมมั่นใจ

 

 

และแล้วก็ประกาศผล   
ผมสอบติด   นายร้อยตำรวจ ลำดับที่   9    แม้จะไม่ได้อ่านหนังสือกว่าครึ่งปี  แต่ฟอร์มเดิมยังอยู่ ...ผมมั่นใจว่าผมสอบติด
.........
ตรวจร่างกาย   สอบพละ ศึกษา และ  สอบสัมภาษ หลังจากที่ผมทำการสอบเสร็จทุกรอบแล้ว ผมพูดกับตัวเองว่า ยังไงกูก็ต้องได้แน่ๆ  วันประกาศผลอย่างเป็นทางการ

 

 

 มีชื่อของผม ผมยิ้มจนไม่รู้จะยิ้มอย่างไร  
ปากมันกว้างมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  เจอใครยิ้ม  และผมก็ไปบอกแม่ว่า   แม่..ผมทำสำเร็จแล้ว..
ผมสอบนายร้อยได้แล้ว   ........

 

ผมได้เป็นนายร้อยตำรวจแล้ว

 

หลังจากสอบติด หลายๆ สิ่งหลายๆอย่างเปลี่ยนไป....พ่อแม่พี่น้องญาติๆๆ

หรือบุคคลที่ ได้ดูถูกผม.....ไม่กล้าดูถูกผมอีกต่อไป.......

แถมยังไม่กล้าเจอหน้าอีกด้วย
พ่อแม่ ก็มีหน้ามีตา   พ่อแม่จากที่ไปโรงพัก  เคยมีคนดูถูกพอรู้ว่าผมสอบติด ...ก็ไม่กล้ามาว่าอีก...
กลับมาพูดดี .....และให้เกียรติ  รวมทั้งทุกๆคนในละแว้กนั้น  ต่าง รู้ว่า ผมสามารถสอบเข้าไปเรียนยังสถาบันอันทรงเกียรติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ 

 

 

สุดท้ายผมขอขอบพระคุณโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้และเกียรติยศให้กับผมในวันนี้  ผมจะตั้งใจทำงานเต็มที่ให้คุ้มค่ากับโรงเรียนนายตำรวจเลี้ยงดูผมมา และจะตอบแทนพระคุณของโรงเรียนนายร้อยตำรวจตลอดไป